เราจะมาพูดถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งของที่ดูคล้ายกัน แต่มีมูลราคาต่างกันหลาย 10 เท่าเหลือจะเป็น 100 เท่า ตัวอย่างเรื่องของปากกาด้ามละ 5 บาทที่เราสามารถซื้อได้ตามอุปกรณ์เครื่องเขียนแถวโรงเรียนมัธยม หรือแถวหน้ามหาลัยต่างๆ กับอีกชนิดหนึ่ง คือปากกาด้ามละ 1000 บาทที่จะอยู่ตามมาสรรพสินค้าและมีการสลักแบรนด์ไว้ที่ตัวปากกาด้วย เป็นแบนด์ที่หลายคนอาจจะรู้จักกันดี หรืออายจะเป็นแบรนด์ใหม่ที่ต้องการตีตลาดในเรื่องของกลุ่มคนไฮโซ มีความหรูหรา

คนที่มีความต้องการเพิ่มระดับ ยกระดับให้กับตัวเองนั้น ก็ไม่ได้ผิดอะไรเพราะเป็นมุมมองของคนเหล่านั้นเขามีกำลังที่จะซื้อและเป็นการซื้อที่ตอบสนองความสุขของตัวเอง จึงไม่ใช่เรื่องผิดหรือแปลกแต่อย่างใด ส่วนในการที่เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เราต้องมองข้ามไปเรื่องขอราคาไปก่อน แต่เราจะต้องมองเรื่องของความจำเป็น ความสมเหตุสมผลที่เราจะนำมาใช้งาน ถามว่าตัวปากกาในราคา 5 บาทกับ 1000 บาทนั้น หากฟังก์ชันต่างๆไม่ได้มีแตกต่างกันนอกจากจะเอาไว้เขียนเฉยๆ อายุการใช้งานชอบพอๆกัน ต่างกันไม่มากนัก

ปากการาคาถูก

ถ้าความจำเป็นมีเหมือนกัน ค่อยดูที่ราคา

หากเป็นปากกาที่มีวัตถุประสงค์ใช้งานเหมือนกัน เลือกใช้ประกาศ 5 บาทคงเป็นทางออกที่ดีกว่า สำหรับบุคคลที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะต้องไปใช้ปากการาคาหรูหราจนเกินความจำเป็น เพื่อให้คนอื่นมาทักเราว่าเรามีของดี เราดูเป็นไฮโซขึ้น แต่อีกแนวคิดหนึ่ง กรณีที่เจ้าตัวปากการาคา 1000 บาทนั้นมันมีฟังก์ชันลูกเล่นต่างๆที่อำนวยความสะดวกให้กับเราเป็นพิเศษ และสามารถย่นระยะเวลาการทำงานของเราไปได้ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียวเช่น เพียงแค่เราวางปากกาไว้ มันสามารถเขียนเองได้ตามที่เราพูด อนาคตเทคโนโลยีเหล่านี้อาจจะมีเกิดขึ้น

ถ้าว่ามันสามารถทำได้เช่นนั้น และเราก็อยากจะรักษาสุขภาพของตัวเรา ไม่ต้องเกิดอาการปวดนิ้ว เกร็งนิ้ว ปวดแขนกล้ามเนื้อในกรณีที่ต้องใช้งานการเขียน การเลือกซื้อปากการาคา 1000 ก็อาจจะเป็นวิธีที่ถูกต้องกว่า เมื่อเรามองถึงความสมเหตุสมผล บวกความจำเป็น มองถึงความคุ้มค่า เราจะตอบตัวเองได้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่ที่ความสมเหตุสมผลมากกว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีประกาศเขียนเองได้ หรืออาจจะมีแต่ยังไม่แพร่หลาย ดังนั้นถ้ามันเกินความจำเป็นต้องใช้ราคา 5 บาทไปก่อน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *